ป้องกันอาการ 7 อย่างในช่วงตั้งครรภ์


ในช่วงตั้งครรภ์ อาการผิดปกติต่างๆ อาจเกิดขึ้นได้เสมอ จนบางครั้งเราไม่ทราบว่าอาการเหล่านั้นเป็นอันตรายต่อตัวคุณเอง หรือลูกน้อยหรือไม่ เราไปดูกันว่า อาการ 7 อย่าง ที่คุณควรเฝ้าระวัง และหาทางแก้ไข เพื่อไม่ให้เป็นอันตรายมีอะไรบ้าง

1. ปวดท้องน้อยมักเป็นในช่วงไตรมาสที่ 1 เพราะมดลูกที่ยืดขยาย และเส้นเอ็นที่ยึดมดลูกกับกระดูกหัวหน่าว บริเวณขาหนีบทั้ง 2 ข้าง ถูกดึงให้ตึง ทำให้เวลาที่ต้องเคลื่อนไหว จะรู้สึกปวดท้องน้อย และเจ็บบริเวณขาหนีบทั้ง 2 ข้าง โดยอาการข้างเคียงนี้จะไม่ส่งผลต่อลูกน้อย แต่จะทำให้แม่ไม่สบายตัว หรือกังวลกับอาการปวดท้องจนเกิดความเครียดได้ และบรรเทาอาการโดยการใช้ท่านอนหงาย งอเข่า งอสะโพก จะช่วยให้อาการปวดท้องน้อยลดลงได้

2. ขาบวมเกิดขึ้นในช่วงไตรมาสที่ 2-3 เกิดจากปริมาณของเหลวในร่างกายที่เพิ่มขึ้น ถือเป็นอาการปกติ สามารถบรรเทาได้โดยคุณแม่หลีกเลี่ยงการยืนนานๆ และพยายามนอนยกขาสูง แต่ควรปรึกษาแพทย์นะคะ เพราะหากเกิดอาการขาบวมเพราะเลือดคั่งในหลอดเลือดดำส่วนลึกของขา จะเป็นอันตรายค่ะ

3. อาการแพ้ท้องเกิดในช่วงไตรมาสที่ 1 อาจจะมีอาการแพ้ท้องธรรมดา และแพ้ท้องรุนแรงโดยอาเจียนมาก หรือแพ้ท้องตลอด 9 เดือนของการตั้งครรภ์ ถ้าแพ้ท้องรุนแรงจะส่งผลให้ลูกในครรภ์เจริญเติบโตช้า ตัวเล็กผิดปกติ เพราะอาหารที่ลูกได้รับไม่เพียงพอ ถ้าพบว่ามีอาการแบบนี้ต้องรีบปรึกษาแพทย์

4. หน้ามืดเป็นลม มักเกิดในช่วงไตรมาสที่ 2-3 เมื่อมดลูกที่มีขนาดใหญ่ขึ้น จะเอียงไปทางขวา และกดทับกับหลอดเลือดดำใหญ่ที่นำเลือดกลับสู่หัวใจ ทำให้ เลือดไหลเวียนได้น้อยและช้าลง ส่งผลให้เวลาลุกขึ้นเร็วๆ จะเป็นลมง่าย ถ้ามีอาการเหนื่อยง่าย ใจสั่น หัวใจเต้นผิดจังหวะ ยกของหรือเดินมากก็เป็นลมง่าย ต้องระวังภาวะโรคหัวใจที่อาจจะตามมา

5. หายใจติดขัดมักเกิดในช่วงไตรมาสที่ 2-3 คุณแม่จะรู้สึกเหนื่อยง่าย หายใจเร็ว หายใจตื้น เกิดจากฮอร์โมนการตั้งครรภ์ทำให้การหายใจเปลี่ยนไป และระดับกะบังลมเลื่อนสูงขึ้น กระตุ้นให้หายใจเร็วและตื้นขึ้น ประกอบกับช่วงตั้งครรภ์จะมีเลือดมาผ่านหัวใจมากขึ้น 40% และสรีระของคุณแม่ท้องที่เปลี่ยนไป จะเพิ่มภาระให้หัวใจทำงานหนักขึ้น

6. ตกขาวมักเกิดในช่วงไตรมาสที่ 2-3 ช่วงตั้งครรภ์จะมีตกขาวหรือน้ำเมือกในช่องคลอดมากกว่าปกติ ตามปกติในช่องคลอดมีเชื้อราอยู่ประมาณ 10% แต่ด้วยอิทธิพลของฮอร์โมนและปริมาณน้ำเมือกที่มากขึ้น จึงทำให้ช่องคลอดอับชื้นและอักเสบได้ง่าย โดยคุณแม่จะมีอาการคันบวมแดงที่อวัยวะเพศ มีตกขาวลักษณะเหมือนแป้งออกมามาก รวมทั้งอาการช่องคลอดอักเสบเพราะติดเชื้อจากพยาธิ โดยตกขาวจะมีสีเขียวและกลิ่นเหม็น

7. ปวดศีรษะเกิดในช่วงไตรมาสที่ 2-3 ฮอร์โมนจากการตั้งครรภ์ที่สูงขึ้นส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนในร่างกายทำให้อาการไมเกรนกำเริบได้ โดยเฉพาะคุณแม่ที่ก่อนตั้งครรภ์เป็นไมเกรนอยู่แล้ว จึงจะต้องหลีกเลี่ยงปัจจัยที่ทำให้เป็นไมเกรน เช่น ความเครียด พักผ่อนไม่เพียงพอ หลีกเลี่ยงอากาศ ร้อนจัด และเย็นจัด

เมื่อมีอาการผิดปกติใดๆ เกิดขึ้น ทางที่ดีควรหมั่นไปพบแพทย์จะดีที่สุดนะคะ เพราะบางอาการอาจเกิดจากครรภ์เป็นพิษ ซึ่งมีความรุนแรง และส่งผลต่อตัวคุณกับลูกน้อยในท้องได้


บทความที่เกี่ยวข้อง

การให้นมลูก เรื่องง่ายๆ ที่คุณแม่มือใหม่ควรใส่ใจ

แม้ว่า การให้นมลูก เป็นสิ่งที่ธรรมชาติจัดเตรียม และรับรู้ได้ด้วยสัญชาตญาณของความเป็นแ

การคลอดก่อนกำหนด มีอันตรายอย่างไรบ้าง

โดยปกติของการตั้งครรภ์แล้วนั้น ในทางการแพทย์จะนับเป็น 40 สัปดาห์ และสามารถพร้อมคลอดไ

อาหารที่คุณแม่ท้องควรทานในแต่ละไตรมาส

ตั้งแต่ที่คุณรู้ว่ากำลังจะได้เป็นแม่คน คงเป็นความรู้สึกพิเศษที่สุดสำหรับผู้หญิงคน

ท้องใหญ่ ก็นอนหลับสบายได้ตลอดคืน

ในช่วง 5 เดือนเป็นต้นไป โดยเฉพาะในช่วง 7-9 เดือนของการตั้งครรภ์ คุณแม่ท้องมักมีหน้าท้องขยายเต็มที่ ทำให้อึ

รู้จักและระมัดระวังโรคแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นในช่วงตั้งครรภ์

ในการตั้งครรภ์ เป็นช่วงที่ร่างกายของคุณแม่จะมีภูมิต้านทานต่ำลง ฮอร์โมนก็เกิดการเปล

5 วิธีง่ายๆ ที่ช่วยให้คุณแม่เพิ่งคลอด กลับมาเป๊ะเหมือนเดิม

ในช่วงที่ผู้หญิงเราตั้งครรภ์ เราย่อมคำนึงถึงลูกน้อยในท้องเป็นอย่างแรกใช่ไหมคะ นั่นทำให้เราพยายามทานแ